ประวัติการศึกษาพระอภิธรรมในประเทศไทย
ไตรภูมิพระร่วง — จุดเริ่มต้นแห่งการรักษาพระอภิธรรม (พ.ศ. ๑๘๙๖)
พญาลิไท พระราชนัดดาของพ่อขุนรามคำแหง ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ ไตรภูมิพระร่วง เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๖ โดยมีพระราชประสงค์เพื่อรักษาพระอภิธรรมของพระพุทธเจ้าไว้ เพื่อโปรดพระราชมารดา และเพื่อให้ประชาราษฎร์ทั่วไปเข้าใจเรื่องกรรมและผลของกรรม
เนื้อหากล่าวถึง จิต เจตสิก และรูป ในมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน ๓๑ ภูมิ แห่งกามภพ รูปภพ และอรูปภพ และแสดงว่า นิพพาน เป็นสภาวะที่พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง
การสวดพระอภิธรรมในพิธีบำเพ็ญกุศล
ตั้งแต่รัชสมัยกรุงศรีอยุธยา มีหลักฐานอยู่บ้างว่ามีการ สวดพระอภิธรรม เป็นพิธีกรรมในการบำเพ็ญกุศลอุทิศให้แก่ผู้วายชนม์ แต่เนื่องจากพระอภิธรรมเป็นธรรมะชั้นสูงและลึกซึ้ง ความสนใจศึกษาจึงมีไม่มากนัก
เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า บ้านเมืองระส่ำระสาย ขาดผู้นำที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การศึกษาพระอภิธรรมซึ่งยากอยู่แล้วจึงยิ่งขาดตอนไป
รัชกาลที่ ๑ — การสังคายนาพระไตรปิฎก
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้มีการ สังคายนาพระไตรปิฎก ทบทวนเนื้อความในพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธัมมปิฎก พระพุทธศาสนาจึงกลับรุ่งเรืองสืบต่อมาโดยลำดับทุกรัชกาล
การสวดศพด้วยพระอภิธรรมอย่างจริงจัง และตำรายุคแรก
ในหนังสือ ตำนานพระอภิธรรม โดยอาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ กล่าวว่า มีการสวดศพด้วยพระอภิธรรมอย่างจริงจังเมื่อประมาณต้นรัชกาลที่ ๕ (เสวยราชย์ พ.ศ. ๒๔๑๑–๒๔๕๓) โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ๒ เล่ม ได้แก่
- อภิธัมมัตถสังคหะ แปลร้อยอย่างพิสดาร พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๖๐
- หนังสืออภิธัมฉบับสมบูรณ์ รวบรวมเทศนาพิสดารของเก่าที่พิมพ์ไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ นำมาพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์เลี่ยงเซียง พ.ศ. ๒๔๙๔
แสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษไทยมีกุศโลบายในการสืบทอดความรู้พระอภิธรรมมาอย่างต่อเนื่อง
พระอาจารย์ภัททันตวิลาสะ — จุดเริ่มต้นการสอนตามนัยพระอภิธรรม
พระอาจารย์ภัททันตวิลาสะ พระอาจารย์ชาวพม่า เจ้าอาวาสวัดปรก ตรอกจันทร์ เขตยานนาวา กรุงเทพฯ เริ่มทำการสอนวิปัสสนาภาวนาตามนัยแห่งพระอภิธรรม และได้ศิษย์คนสำคัญคือ อาจารย์แนบ มหานีรานนท์ ผู้ศึกษาพระอภิธรรมทั้งภาคปริยัติและปฏิบัติอยู่หลายปี จนพระอาจารย์มอบหมายให้ทำหน้าที่สอนวิปัสสนาและพระอภิธรรมแทนท่าน และท่านยังได้เชิญอาจารย์ฆราวาสชาวพม่า คือ อาจารย์สาย สายเกษม จากจังหวัดลำปาง มาช่วยงานการศึกษาปริยัติและปฏิบัติธรรมโดยนัยอภิธรรมด้วย
เปิดชั้นเรียนพระอภิธรรมที่วัดระฆังโฆสิตาราม
เริ่มมีการสอนเป็นชั้นเรียนที่แน่นอนขึ้นที่ วัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี โดยมีท่านเจ้าคุณ พระภาวนาภิรามเถระ (สุข ปวโร) เป็นอาจารย์ใหญ่ ร่วมกับอาจารย์สาย อาจารย์แนบ และพระทิพย์ปริญญา (ทั้งหมดเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ภัททันตวิลาสะ) ใช้ตำรา พระอภิธัมมัตถสังคหะ ๙ ปริจเฉท เป็นบรรทัดฐาน
ในระหว่างนี้มีการเปิดการศึกษาปริยัติและปฏิบัติทางพระอภิธรรมขึ้นที่ วัดสามพระยา วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด เช่น อยุธยา ลพบุรี อีกหลายจังหวัด
อาราธนาพระอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศพม่า
พ.ศ. ๒๔๙๑ ท่านเจ้าคุณ พระพิมลธรรม (พระอาสภเถระ) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ได้ติดต่อกับรัฐบาลพม่า (ฯพณฯ อูนุ นายกรัฐมนตรี) ขอให้ส่งพระผู้เชี่ยวชาญพระอภิธรรมมาช่วยสอนในประเทศไทย สภาแห่งคณะสงฆ์พม่าจึงส่ง พระอาจารย์สัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ และ พระอาจารย์เตชินทะ ธัมมาจริยะ มาจำพรรษาเริ่มแรกที่วัดปรก เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ก่อนย้ายไปสอนพระอภิธรรมที่วัดระฆังฯ
พระอาจารย์สัทธัมมโชติกะ ในระยะแรกต้องใช้ล่ามช่วยแปล ต่อมาอีก ๑ ปีเมื่อเรียนภาษาไทยได้แล้ว นอกจากสอน ท่านยังเขียนตำราเรียนเป็นภาษาไทย และจัดวางหลักสูตรการศึกษาพระอภิธรรมเป็นชั้น ๆ ตามลำดับขั้นตอน นับเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาพระอภิธรรมในประเทศไทย
ก่อตั้ง "อภิธรรมมหาวิทยาลัย" ที่วัดระฆังฯ
พระอาจารย์สัทธัมมโชติกะได้ตั้ง อภิธรรมมหาวิทยาลัย ขึ้นที่วัดระฆังฯ มีหลักสูตรดังนี้
- อภิธรรมตรี — ๑ ปี ๖ เดือน
- อภิธรรมโท — ๓ ปี
- อภิธรรมเอก — ๓ ปี
รวมหลักสูตรทั้งสิ้น ๗ ปีครึ่ง สำเร็จแล้วเป็น อภิธรรมบัณฑิต และสามารถศึกษาต่อในระดับอาจารย์อีก ๖ ชั้น โดยต้องศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เขียนวิทยานิพนธ์ และมีการสอบอภิธรรมบัณฑิตชั้นสูงทุกปี
ขยายการสอนสู่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย
มีการเปิดการสอนพระอภิธรรมขึ้นอีกแห่งหนึ่งที่ "โรงเรียนบรรยายอภิธรรมปิฎก" ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ตรงข้ามวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ
อนึ่ง จากโอวาทหลวงพ่อวัดปากน้ำเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๖ ปรากฏว่า พระทิพย์ปริญญาสอนพระอภิธรรมแก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาที่วัดปากน้ำ หลวงพ่อวัดปากน้ำจึงเทศน์เรื่อง จิตปรมัตถ์ เพื่อเกื้อกูลแก่ผู้กำลังศึกษาพระอภิธรรม
การสอบวัดผลครั้งแรก — อภิธรรมบัณฑิตรุ่นแรก
อภิธรรมมหาวิทยาลัยจัดให้มี การสอบขึ้นเป็นครั้งแรก มีผู้จบหลักสูตรเป็น "อภิธรรมบัณฑิต" รุ่นแรกของการศึกษา ประกอบด้วยพระภิกษุ สามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา
การก่อตั้งและขยายงานของพระอภิธรรมมูลนิธิ
อีก ๔ ปีต่อมามีการจัดตั้ง "พระอภิธรรมมูลนิธิ" โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร รับผิดชอบการสอนพระอภิธรรมร่วมกับอาจารย์แนบและคุณพระชาญบรรณกิจ ขยายการสอนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ต่อมาได้ย้ายตามพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยไปอยู่ที่ถนนพระอาทิตย์
พ.ศ. ๒๕๐๙ แยกตัวออกจากพุทธสมาคมฯ ไปเปิดการสอนต่อที่โรงเรียนมงคลทิพย์ วัดพระเชตุพนฯ จนปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๙ จึงย้ายไปเปิดที่ทำการใหม่ตรงข้ามพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ส่วนวัดพระเชตุพนฯ ได้จัดตั้งมูลนิธิวัดพระเชตุพนฯ ดำเนินการสอนพระอภิธรรมต่อไปที่ "โรงเรียนพระอภิธรรมมงคลทิพยมุนี" สืบมาจนทุกวันนี้
กำเนิด "อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย" ณ วัดมหาธาตุฯ
ที่วัดมหาธาตุฯ ได้มีการเปิดการสอนพระอภิธรรมขึ้นที่โรงเรียน "อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย" ใน พ.ศ. ๒๕๑๑ และในปีต่อ ๆ มามีการเปิดสำนักเรียนพระอภิธรรมตามวัดต่าง ๆ ในต่างจังหวัดอีกไม่ต่ำกว่า ๕๐ แห่ง นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการศึกษาพระอภิธรรมในประเทศไทย
อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย ในสังกัดมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ปัจจุบันอภิธรรมโชติกะวิทยาลัยได้รับการผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุฯ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาเป็น อภิธรรมบัณฑิต ได้รับการรับรองเทียบเท่าผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี
ตลอดระยะเวลาราว ๖๐ ปีของการศึกษาและการสอนพระอภิธรรมอย่างเป็นระบบ มีผลการศึกษาโดยประมาณ ดังนี้