มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

Mahachulalongkornrajavidyalaya University

ประวัติการศึกษาพระอภิธรรมในประเทศไทย

อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
การศึกษาพระอภิธรรมในประเทศไทยมีรากฐานยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ผ่านความรุ่งเรืองและซบเซาตามยุคสมัย จนได้รับการวางรากฐานเป็นระบบการศึกษา ที่มีหลักสูตรและการวัดผลอย่างจริงจังในสมัยรัตนโกสินทร์ กระทั่งพัฒนามาเป็น อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย ในปัจจุบัน
สมัยกรุงสุโขทัย

ไตรภูมิพระร่วง — จุดเริ่มต้นแห่งการรักษาพระอภิธรรม (พ.ศ. ๑๘๙๖)

พญาลิไท พระราชนัดดาของพ่อขุนรามคำแหง ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ ไตรภูมิพระร่วง เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๖ โดยมีพระราชประสงค์เพื่อรักษาพระอภิธรรมของพระพุทธเจ้าไว้ เพื่อโปรดพระราชมารดา และเพื่อให้ประชาราษฎร์ทั่วไปเข้าใจเรื่องกรรมและผลของกรรม

เนื้อหากล่าวถึง จิต เจตสิก และรูป ในมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน ๓๑ ภูมิ แห่งกามภพ รูปภพ และอรูปภพ และแสดงว่า นิพพาน เป็นสภาวะที่พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

สมัยกรุงศรีอยุธยา

การสวดพระอภิธรรมในพิธีบำเพ็ญกุศล

ตั้งแต่รัชสมัยกรุงศรีอยุธยา มีหลักฐานอยู่บ้างว่ามีการ สวดพระอภิธรรม เป็นพิธีกรรมในการบำเพ็ญกุศลอุทิศให้แก่ผู้วายชนม์ แต่เนื่องจากพระอภิธรรมเป็นธรรมะชั้นสูงและลึกซึ้ง ความสนใจศึกษาจึงมีไม่มากนัก

เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า บ้านเมืองระส่ำระสาย ขาดผู้นำที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การศึกษาพระอภิธรรมซึ่งยากอยู่แล้วจึงยิ่งขาดตอนไป

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

รัชกาลที่ ๑ — การสังคายนาพระไตรปิฎก

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้มีการ สังคายนาพระไตรปิฎก ทบทวนเนื้อความในพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธัมมปิฎก พระพุทธศาสนาจึงกลับรุ่งเรืองสืบต่อมาโดยลำดับทุกรัชกาล

ต้นรัชกาลที่ ๕

การสวดศพด้วยพระอภิธรรมอย่างจริงจัง และตำรายุคแรก

ในหนังสือ ตำนานพระอภิธรรม โดยอาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ กล่าวว่า มีการสวดศพด้วยพระอภิธรรมอย่างจริงจังเมื่อประมาณต้นรัชกาลที่ ๕ (เสวยราชย์ พ.ศ. ๒๔๑๑–๒๔๕๓) โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ๒ เล่ม ได้แก่

  • อภิธัมมัตถสังคหะ แปลร้อยอย่างพิสดาร พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๖๐
  • หนังสืออภิธัมฉบับสมบูรณ์ รวบรวมเทศนาพิสดารของเก่าที่พิมพ์ไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ นำมาพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์เลี่ยงเซียง พ.ศ. ๒๔๙๔

แสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษไทยมีกุศโลบายในการสืบทอดความรู้พระอภิธรรมมาอย่างต่อเนื่อง

พ.ศ. ๒๔๗๕

พระอาจารย์ภัททันตวิลาสะ — จุดเริ่มต้นการสอนตามนัยพระอภิธรรม

พระอาจารย์ภัททันตวิลาสะ พระอาจารย์ชาวพม่า เจ้าอาวาสวัดปรก ตรอกจันทร์ เขตยานนาวา กรุงเทพฯ เริ่มทำการสอนวิปัสสนาภาวนาตามนัยแห่งพระอภิธรรม และได้ศิษย์คนสำคัญคือ อาจารย์แนบ มหานีรานนท์ ผู้ศึกษาพระอภิธรรมทั้งภาคปริยัติและปฏิบัติอยู่หลายปี จนพระอาจารย์มอบหมายให้ทำหน้าที่สอนวิปัสสนาและพระอภิธรรมแทนท่าน และท่านยังได้เชิญอาจารย์ฆราวาสชาวพม่า คือ อาจารย์สาย สายเกษม จากจังหวัดลำปาง มาช่วยงานการศึกษาปริยัติและปฏิบัติธรรมโดยนัยอภิธรรมด้วย

พ.ศ. ๒๔๙๐

เปิดชั้นเรียนพระอภิธรรมที่วัดระฆังโฆสิตาราม

เริ่มมีการสอนเป็นชั้นเรียนที่แน่นอนขึ้นที่ วัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี โดยมีท่านเจ้าคุณ พระภาวนาภิรามเถระ (สุข ปวโร) เป็นอาจารย์ใหญ่ ร่วมกับอาจารย์สาย อาจารย์แนบ และพระทิพย์ปริญญา (ทั้งหมดเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ภัททันตวิลาสะ) ใช้ตำรา พระอภิธัมมัตถสังคหะ ๙ ปริจเฉท เป็นบรรทัดฐาน

ในระหว่างนี้มีการเปิดการศึกษาปริยัติและปฏิบัติทางพระอภิธรรมขึ้นที่ วัดสามพระยา วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด เช่น อยุธยา ลพบุรี อีกหลายจังหวัด

พ.ศ. ๒๔๙๑–๒๔๙๒

อาราธนาพระอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศพม่า

พ.ศ. ๒๔๙๑ ท่านเจ้าคุณ พระพิมลธรรม (พระอาสภเถระ) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ได้ติดต่อกับรัฐบาลพม่า (ฯพณฯ อูนุ นายกรัฐมนตรี) ขอให้ส่งพระผู้เชี่ยวชาญพระอภิธรรมมาช่วยสอนในประเทศไทย สภาแห่งคณะสงฆ์พม่าจึงส่ง พระอาจารย์สัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ และ พระอาจารย์เตชินทะ ธัมมาจริยะ มาจำพรรษาเริ่มแรกที่วัดปรก เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ก่อนย้ายไปสอนพระอภิธรรมที่วัดระฆังฯ

พระอาจารย์สัทธัมมโชติกะ ในระยะแรกต้องใช้ล่ามช่วยแปล ต่อมาอีก ๑ ปีเมื่อเรียนภาษาไทยได้แล้ว นอกจากสอน ท่านยังเขียนตำราเรียนเป็นภาษาไทย และจัดวางหลักสูตรการศึกษาพระอภิธรรมเป็นชั้น ๆ ตามลำดับขั้นตอน นับเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาพระอภิธรรมในประเทศไทย

พ.ศ. ๒๔๙๓

ก่อตั้ง "อภิธรรมมหาวิทยาลัย" ที่วัดระฆังฯ

พระอาจารย์สัทธัมมโชติกะได้ตั้ง อภิธรรมมหาวิทยาลัย ขึ้นที่วัดระฆังฯ มีหลักสูตรดังนี้

  • อภิธรรมตรี — ๑ ปี ๖ เดือน
  • อภิธรรมโท — ๓ ปี
  • อภิธรรมเอก — ๓ ปี

รวมหลักสูตรทั้งสิ้น ๗ ปีครึ่ง สำเร็จแล้วเป็น อภิธรรมบัณฑิต และสามารถศึกษาต่อในระดับอาจารย์อีก ๖ ชั้น โดยต้องศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เขียนวิทยานิพนธ์ และมีการสอบอภิธรรมบัณฑิตชั้นสูงทุกปี

พ.ศ. ๒๔๙๖

ขยายการสอนสู่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย

มีการเปิดการสอนพระอภิธรรมขึ้นอีกแห่งหนึ่งที่ "โรงเรียนบรรยายอภิธรรมปิฎก" ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ตรงข้ามวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ

อนึ่ง จากโอวาทหลวงพ่อวัดปากน้ำเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๖ ปรากฏว่า พระทิพย์ปริญญาสอนพระอภิธรรมแก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาที่วัดปากน้ำ หลวงพ่อวัดปากน้ำจึงเทศน์เรื่อง จิตปรมัตถ์ เพื่อเกื้อกูลแก่ผู้กำลังศึกษาพระอภิธรรม

พ.ศ. ๒๔๙๘

การสอบวัดผลครั้งแรก — อภิธรรมบัณฑิตรุ่นแรก

อภิธรรมมหาวิทยาลัยจัดให้มี การสอบขึ้นเป็นครั้งแรก มีผู้จบหลักสูตรเป็น "อภิธรรมบัณฑิต" รุ่นแรกของการศึกษา ประกอบด้วยพระภิกษุ สามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา

พระอภิธรรมมูลนิธิ

การก่อตั้งและขยายงานของพระอภิธรรมมูลนิธิ

อีก ๔ ปีต่อมามีการจัดตั้ง "พระอภิธรรมมูลนิธิ" โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร รับผิดชอบการสอนพระอภิธรรมร่วมกับอาจารย์แนบและคุณพระชาญบรรณกิจ ขยายการสอนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ต่อมาได้ย้ายตามพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยไปอยู่ที่ถนนพระอาทิตย์

พ.ศ. ๒๕๐๙ แยกตัวออกจากพุทธสมาคมฯ ไปเปิดการสอนต่อที่โรงเรียนมงคลทิพย์ วัดพระเชตุพนฯ จนปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๙ จึงย้ายไปเปิดที่ทำการใหม่ตรงข้ามพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ส่วนวัดพระเชตุพนฯ ได้จัดตั้งมูลนิธิวัดพระเชตุพนฯ ดำเนินการสอนพระอภิธรรมต่อไปที่ "โรงเรียนพระอภิธรรมมงคลทิพยมุนี" สืบมาจนทุกวันนี้

พ.ศ. ๒๕๑๑

กำเนิด "อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย" ณ วัดมหาธาตุฯ

ที่วัดมหาธาตุฯ ได้มีการเปิดการสอนพระอภิธรรมขึ้นที่โรงเรียน "อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย" ใน พ.ศ. ๒๕๑๑ และในปีต่อ ๆ มามีการเปิดสำนักเรียนพระอภิธรรมตามวัดต่าง ๆ ในต่างจังหวัดอีกไม่ต่ำกว่า ๕๐ แห่ง นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการศึกษาพระอภิธรรมในประเทศไทย

ปัจจุบัน

อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย ในสังกัดมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ปัจจุบันอภิธรรมโชติกะวิทยาลัยได้รับการผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุฯ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาเป็น อภิธรรมบัณฑิต ได้รับการรับรองเทียบเท่าผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

ตลอดระยะเวลาราว ๖๐ ปีของการศึกษาและการสอนพระอภิธรรมอย่างเป็นระบบ มีผลการศึกษาโดยประมาณ ดังนี้

๑,๐๐๐+
ผู้สอบไล่ได้อภิธรรมตรี โท เอก
~๒๐
ผู้สำเร็จเป็นอภิธรรมบัณฑิต
๑,๐๐๐+
นักศึกษาพระอภิธรรมทั่วประเทศ