มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

Mahachulalongkornrajavidyalaya University

ประวัติความเป็นมาอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๒๕๑๑
ปีก่อตั้ง
(พุทธศักราช)
๕๐ ปี
แห่งการจัดการศึกษา
พระอภิธรรม
๕๗ แห่ง
สาขาทั่วประเทศ
ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ประวัติความเป็นมา

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๔ พระเดชพระคุณเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ) ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรม สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง นายกสภามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เดินทางไปดูกิจการการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่ประเทศพม่า ได้เห็นการศึกษาพระอภิธรรมในประเทศพม่าอย่างแพร่หลาย ซึ่งในสมัยนั้นการศึกษาพระอภิธรรมในประเทศไทยยังไม่มี จึงได้ติดต่อรัฐบาลประเทศพม่า ขออาราธนา พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ พระเถระผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านพระอภิธรรมปิฎกจากประเทศพม่า มาดำเนินการเปิดการศึกษาพระอภิธรรมปิฎกครั้งแรกที่ วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร

จนกระทั่งปีพุทธศักราช ๒๕๐๙ พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ ได้ถึงแก่มรณภาพ ศิษยานุศิษย์ได้ดำเนินการต่อเรื่อยมา ต่อมาปีพุทธศักราช ๒๕๑๑ ได้ก่อตั้ง อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย ขึ้นที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร อยู่ในพระสังฆราชูปถัมภ์ สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานอำนวยการจัดการศึกษา โดยได้รับความอุปถัมภ์จากมูลนิธิสัทธัมมโชติกะและผู้มีจิตศรัทธาทั่วไป

จนกระทั่งปีพุทธศักราช ๒๕๒๔ โดยเมตตาธรรมและมองการณ์ไกลของเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ที่หวังความเจริญก้าวหน้าของอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก็ได้ประกาศให้อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย เป็นหน่วยงานส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ให้ชื่อว่า “อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” โดยขึ้นตรงต่อสำนักอธิการบดี

ปัจจุบัน อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อยู่ในสังกัด สำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม ตามมาตรา ๙ วรรคสอง และมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ข้อ ๑๑ (๓) เรื่องการแบ่งส่วนงาน พุทธศักราช ๒๕๔๑ ได้ดำเนินการจัดการศึกษามาเป็นเวลา ๕๐ ปีแล้ว มีสาขาทั่วประเทศ ๕๗ แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ซึ่งได้มีบทบาทเผยแผ่ธรรมะในรูปแบบของการจัดการศึกษาพระอภิธรรมปิฎก อรรถกถาและฎีกาพระอภิธรรมต่าง ๆ อันเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเหลือพัฒนา คุณภาพชีวิตของบุคคลและสังคมไทย ให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีสันติสุข และเกื้อกูลต่อการพัฒนาประเทศได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในทุก ๆ ด้าน

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้พุทธบริษัทได้มีความรู้ความเข้าใจในพระอภิธรรมปิฎก
  2. เพื่อเป็นการรักษาพระปริยัติศาสนาส่วนของพระอภิธรรมปิฎกนี้ ให้คงอยู่สืบต่อไป
  3. เพื่อให้ผู้ศึกษามีความเข้าใจในปรมัตถธรรม อันเป็นสภาวะที่เกื้อกูลแก่การปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน
  4. เพื่อให้ผู้ศึกษามีความรู้ความสามารถศึกษาเชื่อมโยงกับพระสุตตันตปิฎกและพระวินัยปิฎก ที่มีความสัมพันธ์กัน ไม่ขัดแย้งกัน เกื้อกูลกัน
  5. เพื่อประโยชน์แก่ผู้ศึกษาที่จะนำมาใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน
  6. เพื่อเสริมสร้างศรัทธาและปัญญาของผู้ศึกษา ให้มั่นคงในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนายิ่ง ๆ ขึ้นไป