ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พุทธศักราช ๒๕๕๐
เพื่อให้การจัดการศึกษาและการบริหารอภิธรรมโชติกะวิทยาลัยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สามารถให้การบริการการศึกษาพระอภิธรรมแก่พระภิกษุ สามเณร และประชาชนทั่วไป และบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายของมหาวิทยาลัย จึงเห็นสมควรออกข้อบังคับของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการบริหารอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และมติสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในคราวประชุมครั้งที่ ๘/๒๕๔๙ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ จึงมีมติให้ออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อความเบื้องต้นและบทนิยาม
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการบริหารและการจัดการศึกษาอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๐”
ข้อ ๒ ให้ใช้ข้อบังคับนี้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ บรรดากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด คำสั่ง หรือประกาศอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน
ข้อ ๔ ในข้อบังคับนี้
ข้อ ๕ ให้อธิการบดีรักษาการให้เป็นไปตามข้อบังคับนี้
การจัดการศึกษา
ข้อ ๖ ผู้สมัครเข้าศึกษาตามหลักสูตรอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่มหาวิทยาลัยกำหนด
ข้อ ๗ การจัดการศึกษาในอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย หนึ่งปีการศึกษา ให้จัดเป็น ๒ ภาคการศึกษาปกติ แต่ละภาคการศึกษามีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า ๑๖ สัปดาห์ โดยแบ่งระดับชั้นการศึกษา ดังนี้
- (๑) ระดับจูฬอาภิธรรมิกะ มีเวลาการศึกษาไม่น้อยกว่า ๒ ภาคการศึกษา
- (๒) ระดับมัชฌิมอาภิธรรมิกะ มีเวลาการศึกษาไม่น้อยกว่า ๖ ภาคการศึกษา
- (๓) ระดับมหาอาภิธรรมิกะ มีเวลาการศึกษาไม่น้อยกว่า ๖ ภาคการศึกษา
ส่วนระยะเวลาการจัดการศึกษาภาคพิเศษ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
ข้อ ๘ การจัดการศึกษาแต่ละระดับ ให้เป็นไปตามหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยกำหนด
การขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาและการลงทะเบียนเรียน
ข้อ ๙ การขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา ให้ผู้ขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษายื่นเอกสารหลักฐานตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ต่องานทะเบียนและวัดผลของอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมตามที่อภิธรรมโชติกะวิทยาลัยกำหนด
ข้อ ๑๐ การลงทะเบียนเรียน
- ๑๐.๑ นักศึกษาต้องลงทะเบียนเรียนรายวิชาตามที่คณะกรรมการกำหนด
- ๑๐.๒ นักศึกษาผู้ประสงค์จะพักการศึกษา ต้องยื่นคำร้องรักษาสถานภาพนักศึกษา ต่องานทะเบียนและวัดผล อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย ภายใน ๓๐ วัน หลังเปิดภาคการศึกษา
การวัดผลและการประเมินผลการศึกษา
ข้อ ๑๑ ให้มีการวัดผลการศึกษาทุกรายวิชาที่นักศึกษาลงทะเบียนเรียนแต่ละภาคการศึกษา
ข้อ ๑๒ วิธีวัดผลการศึกษา มี ๒ วิธี คือ การสอบข้อเขียน และสอบสัมภาษณ์
ข้อ ๑๓ นักศึกษาต้องมีเวลาเรียนในแต่ละรายวิชาที่ได้ลงทะเบียนเรียนไว้ ไม่น้อยกว่าร้อยละแปดสิบ ของเวลาเรียนทั้งหมดในภาคการศึกษานั้น จึงจะมีสิทธิเข้าสอบ เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการหรือคณะกรรมการประจำเป็นกรณีพิเศษ
ข้อ ๑๔ การวัดผลการศึกษา มีค่าระดับ (Grade) และค่าระดับ (Grade-Point) ดังนี้
| ผลการศึกษา | ระดับ | ค่าระดับ |
|---|---|---|
| ดีเยี่ยม (EXCELLENT) | A | ๔.๐ |
| ดีมาก (VERY GOOD) | B+ | ๓.๕ |
| ดี (GOOD) | B | ๓.๐ |
| ค่อนข้างดี (VERY FAIR) | C+ | ๒.๕ |
| พอใช้ (FAIR) | C | ๒.๐ |
| ค่อนข้างพอใช้ (QUITE FAIR) | D+ | ๑.๕ |
| อ่อน (POOR) | D | ๑.๐ |
| ตก (FAILED) | F | ๐ |
การให้ค่าระดับ F ให้กระทำในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้
- (๑) นักศึกษาเข้าสอบและสอบตก
- (๒) นักศึกษาขาดสอบโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการหรือหัวหน้าหน่วยบริการ
- (๓) นักศึกษาไม่มีสิทธิสอบ ตามข้อ ๑๓
- (๔) นักศึกษากระทำผิดระเบียบการสอบและได้รับการตัดสินให้สอบตก
การพ้นสภาพนักศึกษาและวินัยของนักศึกษา
ข้อ ๑๕ นักศึกษาต้องพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา ในกรณีต่อไปนี้
- ๑๕.๑ สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรและได้รับประกาศนียบัตร ตามข้อ ๑๗
- ๑๕.๒ ได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการอภิธรรมโชติกะวิทยาลัยให้ลาออก
- ๑๕.๓ ถูกถอนชื่อออกจากทะเบียนนักศึกษา ในกรณีต่อไปนี้
- (๑) ไม่ลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษาใดภาคการศึกษาหนึ่ง ตามข้อ ๑๐.๑
- (๒) เมื่อพ้นกำหนดเวลาหนึ่งภาคการศึกษาแล้ว ไม่ชำระค่าบำรุงเพื่อรักษาสถานภาพการเป็นนักศึกษา
- (๓) ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๖
- (๔) ประพฤติผิดอย่างร้ายแรงและได้รับการพิจารณาโทษให้พ้นสถานภาพนักศึกษา
- (๕) มรณภาพหรือตาย
- ๑๕.๔ ในกรณีที่นักศึกษาทำผิดกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด คำสั่ง หรือประกาศอื่นของมหาวิทยาลัย ต้องได้รับการพิจารณาโทษกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้
- (๑) ภาคทัณฑ์
- (๒) พักการเรียน
- (๓) พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา
ข้อ ๑๖ การลงโทษนักศึกษาที่กระทำผิดระเบียบการสอบในการสอบประจำภาคหรือสอบระหว่างภาค ให้คณะกรรมการร่วมกับคณะกรรมการควบคุมการสอบพิจารณาว่าเป็นความผิดประเภททุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต หรือเป็นความผิดอื่น
- ๑๖.๑ ถ้าเป็นความผิดประเภททุจริต ให้ลงโทษนักศึกษาผู้กระทำผิดดังต่อไปนี้
- (๑) ให้นักศึกษาผู้นั้นตกในรายวิชานั้น
- (๒) ให้คณะกรรมการพิจารณาสั่งพักการศึกษาอย่างน้อยหนึ่งภาคการศึกษาปกติ หรืออาจให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษาได้
การพักการศึกษาของนักศึกษาผู้กระทำผิดนั้น ให้เริ่มในภาคการศึกษาปกติถัดจากภาคการศึกษาที่กระทำผิด และให้นับระยะเวลาที่ถูกสั่งพักการศึกษาเป็นระยะเวลาการศึกษาด้วย
- ๑๖.๒ ถ้าเป็นความผิดประเภทผิดระเบียบการสอบอย่างอื่นนอกเหนือจากข้อ ๑๖.๑ (๑) ให้คณะกรรมการเป็นผู้พิจารณาลงโทษตามควรแก่กรณีความผิด แต่ต้องไม่เกินกว่าที่ระบุไว้ในข้อ ๑๖.๑ (๑) ทั้งนี้ ให้ผู้อำนวยการอภิธรรมโชติกะวิทยาลัยดำเนินการลงโทษตามมติคณะกรรมการ แล้วแจ้งให้งานทะเบียนและวัดผลทราบทันที
การสำเร็จการศึกษา
ข้อ ๑๗ นักศึกษาผู้สำเร็จการศึกษาต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
- ๑๗.๑ นักศึกษาชั้นจูฬอาภิธรรมิกะถึงชั้นมัชฌิมอาภิธรรมิกะ สอบได้หน่วยกิตสะสมครบตามหลักสูตรที่เข้าศึกษาภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปีของเวลาการศึกษาตามหลักสูตร และมีค่าเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐
- ๑๗.๒ นักศึกษาชั้นมหาอาภิธรรมิกะ สอบได้หน่วยกิตสะสมครบตามหลักสูตรที่เข้าศึกษา ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามปีของเวลาการศึกษาตามหลักสูตร และมีค่าเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐
- ๑๗.๓ สำหรับนักศึกษาชั้นมหาอาภิธรรมิกะ ต้องผ่านการฝึกภาคการปฏิบัติตามข้อบังคับมหาวิทยาลัย ว่าด้วยการฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ยกเว้นสำหรับนักศึกษาที่มีประสบการณ์การฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการ
- ๑๗.๔ ไม่มีพันธะอื่นใดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย
- ๑๗.๕ นักศึกษาต้องยื่นคำร้องขอจบการศึกษาต่องานทะเบียนและวัดผล ของอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย ในภาคการศึกษาสุดท้ายที่นักศึกษาจะสอบได้หน่วยกิตครบตามหลักสูตร
- ๑๗.๖ การพิจารณาคำร้องและอนุมัติจบการศึกษา ๓ ระดับ คือ ระดับประกาศนียบัตรจูฬอาภิธรรมิกะเอก ระดับประกาศนียบัตรมัชฌิมอาภิธรรมิกะเอก และระดับประกาศนียบัตรอภิธรรมบัณฑิต ให้เสนอสภาวิชาการเพื่อพิจารณาอนุมัติ
คณะกรรมการบริหารอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย
ข้อ ๑๘ ให้มีคณะกรรมการบริหารซึ่งอธิการบดีแต่งตั้ง ประกอบด้วย
- (๑) ประธานกรรมการ ได้แก่ อธิการบดี หรือรองอธิการบดีที่อธิการบดีมอบหมาย
- (๒) กรรมการในสัดส่วนสภาวิชาการ จำนวนสองรูปหรือคน
- (๓) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ คณบดีคณะพุทธศาสตร์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม และหัวหน้าภาควิชาพระพุทธศาสนา
- (๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินห้ารูปหรือคน
- (๕) กรรมการและเลขานุการ ได้แก่ ผู้อำนวยการอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย
- (๖) กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ได้แก่ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป และหัวหน้าฝ่ายวางแผนและวิชาการ อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย
กรรมการตามข้อ ๑๘ (๒) และ (๔) อยู่ในตำแหน่งคราวละ ๓ ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้
ข้อ ๑๙ กรรมการนอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
- (๑) มรณภาพ หรือตาย
- (๒) ลาออก
- (๓) อธิการบดีมีคำสั่งให้ออก โดยคำแนะนำของคณะกรรมการ
- (๔) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ
ข้อ ๒๐ คณะกรรมการ มีอำนาจและหน้าที่ดังนี้
- (๑) กำหนดนโยบาย วางแผนการดำเนินงานและการจัดการศึกษาพระอภิธรรม
- (๒) พิจารณาปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาพระอภิธรรมเพื่อเสนอต่อมหาวิทยาลัย
- (๓) กำกับดูแลมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ในอภิธรรมโชติกะวิทยาลัยและหน่วยบริการ เพื่อประเมินผลรายงานต่อมหาวิทยาลัย
- (๔) เสนอการเปิดหรือปิดหน่วยบริการต่อมหาวิทยาลัย
- (๕) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือบุคคลเพื่อทำการใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ เพื่อประโยชน์ในการบริหารและการจัดการศึกษาให้เป็นไปด้วยดี
- (๖) ปฏิบัติงานอื่นที่อธิการบดีมอบหมาย
หลักเกณฑ์และขั้นตอนวิธีการการเปิดหน่วยบริการ
ข้อ ๒๑ ให้มีคณะกรรมการประจำหน่วยบริการ ซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้ง โดยคำแนะนำของผู้อำนวยการอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย
- (๑) หัวหน้าหน่วยบริการ เป็นประธานกรรมการ
- (๒) อาจารย์และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยบริการ จำนวนไม่เกินสามรูปหรือคน เป็นกรรมการ
- (๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินสองรูปหรือคน
- (๔) ให้คณะกรรมการประจำหน่วยบริการ เลือกจากกรรมการข้อ ๒๑ (๒) เป็นกรรมการและเลขานุการ
กรรมการตามข้อ ๒๑ อยู่ในตำแหน่งคราวละ ๓ ปี และอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้
ข้อ ๒๒ กรรมการประจำหน่วยบริการพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
- (๑) มรณภาพ หรือตาย
- (๒) ลาออก
- (๓) อธิการบดีมีคำสั่งให้ออก โดยคำแนะนำของคณะกรรมการ
- (๔) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ
ข้อ ๒๓ คณะกรรมการประจำหน่วยบริการ มีอำนาจหน้าที่จัดการศึกษา และให้บริการวิชาการพระอภิธรรมและรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการบริหารอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง
ข้อ ๒๔ หลักเกณฑ์การเปิดหน่วยบริการ มีดังนี้
- (๑) เป็นโครงการที่บรรจุไว้ในแผนพัฒนาหน่วยงานนั้น มีระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปีงบประมาณก่อนดำเนินงาน
- (๒) มีสถานที่ตั้งอยู่ในวัด ที่ธรณีสงฆ์ ที่ดินของมหาวิทยาลัย หรือสถานที่อันเหมาะสม และต้องได้รับการอนุญาตหรือสนับสนุนจากเจ้าของสถานที่นั้น ๆ
- (๓) มีงบประมาณและที่มาของงบประมาณที่ชัดเจน
- (๔) มีครุภัณฑ์ตามความจำเป็นสำหรับการจัดการศึกษา
- (๕) มีบุคลากรประจำหน่วยบริการไม่น้อยกว่าหนึ่งรูปหรือคน
- (๖) มีจำนวนนักศึกษาไม่น้อยกว่าสิบรูปหรือคน
ข้อ ๒๕ ขั้นตอนและวิธีการเปิดหน่วยบริการ มีดังนี้
- (๑) อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย เสนอบรรจุโครงการเปิดหน่วยบริการไว้ในแผนพัฒนามหาวิทยาลัย
- (๒) คณะกรรมการกำกับดูแลนโยบายและแผนพัฒนามหาวิทยาลัย พิจารณาอนุมัติบรรจุโครงการเปิดหน่วยบริการไว้ในแผนพัฒนามหาวิทยาลัย
- (๓) อภิธรรมโชติกะวิทยาลัยเสนอคณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบ
- (๔) มหาวิทยาลัยอาจแต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่ง เพื่อศึกษาข้อมูลเสนออธิการบดีก่อนเสนอสภาวิชาการ
- (๕) สภาวิชาการพิจารณาอนุมัติให้เปิดหน่วยบริการ
ข้อ ๒๖ สถานที่ตั้งของหน่วยบริการ ให้ชื่อว่า “หน่วยบริการอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”
ข้อ ๒๗ สภาวิชาการพิจารณาปิดหน่วยบริการ โดยคำแนะนำของคณะกรรมการ และการยุบเลิกมีผลบังคับใช้เมื่อทำเป็นประกาศมหาวิทยาลัย
ข้อ ๒๘ การยุบเลิกหน่วยบริการ มีหลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
- (๑) ไม่มีนักศึกษาติดต่อกันเป็นเวลาสามปี
- (๒) มีจำนวนนักศึกษาน้อยกว่าสิบรูปหรือคนเป็นเวลาติดต่อกันสามปี
- (๓) สภาวิชาการมีมติให้ยุบเลิก
ส่วนนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ให้โอนย้ายไปศึกษาในหน่วยบริการที่ใกล้กัน หรือที่อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย
ข้อ ๒๙ ทรัพย์สินหน่วยบริการที่ยุบเลิกแล้ว ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย หรือหน่วยบริการ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
บทเฉพาะกาล
ข้อ ๓๐ การจัดการศึกษาและการบริหารอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย ก่อนการประกาศใช้ข้อบังคับนี้ ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้