มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

Mahachulalongkornrajavidyalaya University
พระอาจารย์สัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ
ผู้วางรากฐานการศึกษาพระอภิธรรมในประเทศไทย

พระอาจารย์สัทธัมมโชติกะ
ธัมมาจริยะ

พระมหาเถระชาวพม่า · พ.ศ. ๒๔๕๖ – ๒๕๐๙
คันถปาโมกข์ อภิธรรมมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ผู้รจนาตำราพระอภิธรรม ๒๐ เล่ม
๑. ชาติภูมิ

พระอาจารย์สัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ เป็นพระมหาเถระชาวพม่า เกิดเมื่อวันอังคาร ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔ ปีฉลู ตรงกับวันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ที่จังหวัดเมียนฉ่าน ประเทศพม่า บิดาชื่อ อูทุ่นเมี่ยน มารดาชื่อ ต่อติ๊ด มีน้องสาวชื่อ มะซิ่น ซึ่งท่านได้พามาอยู่เมืองไทยด้วย และคนไทยที่คุ้นเคยจะเรียกน้องสาวของท่านว่า “มัทรี”

↑ กลับสารบัญ
๒. การศึกษา

นับตั้งแต่ท่านอุปสมบทเข้าสู่เพศบรรพชิต ท่านใฝ่ใจใคร่ในการศึกษามาก ได้เรียนพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถาและฎีกา จากพระคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎกหลายรูป ได้แก่

  • พระอาจารย์ภัททันตะกุมารเถระ — คณาจริยะ ธัมมกถิกะ เจ้าอาวาสวัดวาโสใต้ จังหวัดเมียนฉ่าน
  • พระอาจารย์ภัททันตะญาณิกเถระ — พระวินัยธรชั้นฎีกา และอัครมหาบัณฑิต จังหวัดย่างกุ้ง
  • พระอาจารย์ภัททันตะวิมลเถระ — อภิธรรมคณาจริยะ จังหวัดอมรปุระ

พระคณาจารย์เหล่านี้ได้ถ่ายทอดความรู้ที่ตนเชี่ยวชาญให้แก่ท่าน ทำให้ท่านมีความรู้โดดเด่นตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระอภิธรรมปิฎก ซึ่งท่านมีความชำนาญเป็นพิเศษ

↑ กลับสารบัญ
๓. การเข้ามาเผยแผ่ในประเทศไทย

ในสมัยที่พระเดชพระคุณ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ) อดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุฯ องค์ทุติยนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ขณะดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครองที่สมณศักดิ์พระพิมลธรรมนั้น ท่านได้ริเริ่มและฟื้นฟูให้มีการเรียนพระอภิธรรมขึ้นในประเทศไทย เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๒ ได้เดินทางไปดูงานที่ประเทศพม่า เห็นว่าประเทศพม่ามีความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนา ทั้งด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ จึงได้ขอพระภิกษุบัณฑิตชั้นธัมมาจริยะจากสภาการศึกษาพระพุทธศาสนาแห่งประเทศพม่า และ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทย ได้นิมนต์ พระอาจารย์สัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ ให้มาสอนพระอภิธรรมในประเทศไทย (พร้อมกับอีกรูปหนึ่งคือ พระอาจารย์เตชินทะ ธัมมาจริยะ ธัมมกถิกะ)

ท่านทั้งสองเดินทางมาถึงประเทศไทยและจำพรรษาเริ่มแรกที่วัดนาคปรก เขตยานนาวา เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ก่อนย้ายมาพำนักที่วัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี ซึ่งเป็นสถานที่เปิดการเรียนการสอนพระอภิธรรมปิฎกครั้งแรกในประเทศไทย

หมายเหตุ: โดยพื้นภูมิหลังที่ท่านไม่ใช่คนไทยและไม่สันทัดภาษาไทย ในระยะแรกท่านต้องใช้ล่ามภาษาพม่าและลูกศิษย์ที่พอมีพื้นฐานความรู้พระอภิธรรม ช่วยในการจัดทำหลักสูตรการสอน
↑ กลับสารบัญ
๔. ผลงานด้านตำรับตำรา

ท่านได้ดำเนินการสอนพระอภิธรรมและรจนาคัมภีร์พระอภิธรรมอย่างต่อเนื่อง

พ.ศ.ผลงาน
๒๔๙๔พระอภิธรรมสังคณีมาติกา (คัมภีร์เล่มแรก)
ต่อมาคัมภีร์มหาปัฏฐาน (ใช้เวลารจนาปีเศษ)
ต่อมาคัมภีร์ธาตุกถา, ยมกเบื้องต่ำ ๕ ยมก และเล่มต่อ ๆ มา

ตลอดชีวิตการทำงานในประเทศไทย ท่านได้จัดทำหลักสูตรและตำราเกี่ยวกับพระอภิธรรมรวมทั้งสิ้น ๒๐ เล่ม พร้อมทั้งหนังสือจากปาฐกถาปกิณกะอีก ๕ เล่ม สะท้อนถึงความเป็นปราชญ์ทางวิชาการพระพุทธศาสนาของท่าน

↑ กลับสารบัญ
๕. บั้นปลายชีวิตและมรณภาพ

ท่านได้จัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนพระอภิธรรมไว้อย่างเรียบร้อย ขาดแต่เพียงคัมภีร์ วิปัสสนาทีปนี เล่มเดียวเท่านั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ท่านได้อาพาธหนักด้วยโรคความดันโลหิตสูง เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลมิชชั่นถึง ๒ ครั้ง ภายหลังได้ย้ายไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นเวลาร่วมเดือน แต่อาการกลับทรุดหนักลงจนสุดวิสัยที่แพทย์จะเยียวยาได้

ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ เวลา ๒๐.๐๐ น. เศษ ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยโรคความดันโลหิตสูงและไตพิการ สิริรวมอายุได้ ๕๓ ปี

ท่านได้ทำหิตานุหิตประโยชน์แก่มนุษยชาติ และฝากมรดกอันล้ำค่าไว้แก่ศิษยานุศิษย์ในประเทศไทย นับเป็นมรดกอันยิ่งใหญ่หาสิ่งเสมอได้ยาก อภิธรรมโชติกะวิทยาลัยจึงถือเป็นหน้าที่ ที่จะสืบสานเจตนารมณ์ของท่าน ให้การศึกษาพระอภิธรรมยืนยงอยู่คู่พระพุทธศาสนา และคู่ประเทศไทยตราบนานเท่านาน อันเป็นการตอบแทนคุณูปการของท่านโดยอาจาริยบูชา

↑ กลับสารบัญ